HW#10 - A Dreamer's Tale

posted on 31 Jul 2008 21:15 by vlinder  in Homework

Every single word here is a fictitious story.

And belong to Cubic School project by cocon.

All rights reserved.

©Kyril

 

 

 

ผมไม่แน่ใจ

ตั้งแต่เมื่อไรที่ทางไปโรงเรียนของเรากลายเป็น London...

 

ทั้งที่ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ไม่เหมือนกับโรงเรียนของผมเลยแม้แต่น้อย

ผมมองเห็น The London Eye ตั้งตระหง่่านอยู่เบื้องหน้า

เป็นภาพที่ผมคุ้นเคยและถวิลหาอยู่บ่อย ๆ ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้

สีฟ้าหม่นที่ปกคลุมอยู่เบื้องบนทำให้ผมอยากร้องไห้

ผมคิดถึงเสียงเพลงของโบสถ์ในวันอาทิตย์

ผมคิดถึง London...

 

แม้ตอนนี้สิ่งที่คุ้นเคยเหล่านั้นปรากฏอยู่เบื้องหน้า

แต่ความรู้สึกกลับบอกว่า ผมกำลังมุ่งหน้าไปโรงเรียนลูกบาศก์...

ถึงแม้จะไม่มีเหตุผลแน่ชัด แต่ความรู้สึกต้องการไปให้ถึงที่หมายกลับแรงกล้า

กดดัน หนักหน่วง ราวกับเป็นภารกิจที่ต้องทำให้ลุล่วง

ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตหรืออะไรก็ตาม

 

ผมเดินอย่างเร่งรีบ

เสียงลมหายใจหนัก และกระชั้นถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ

แสงสลัวจากนาฬิกาข้างถนนมากมายทำให้ผมกลัว

เหมือนกับพวกมันจ้องมองผมอยู่ด้วยใจมุ่งร้าย

 

ผมทำเป็นไม่สนใจสายตาของพวกมัน

แต่ในใจกลับตื่นกลัว

นี่ไม่ใช่ London ที่คุ้นเคย

แต่เป็นทางไปโรงเรียนลูกบาศก์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าวันไหน ๆ

ผมนึกถึงเพื่อน ๆ ที่ผมรัก พลันนึกเป็นห่วงพวกเขาขึ้นมา

พวกเขาจะมีอันตรายหรืิอเปล่า

พวกเขาจะหลงทางหรือไม่ เมื่อเส้นทางไปสู่้โรงเรียนกลายเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว

 

ผมเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มวิ่งในที่สุด

ภายในใจของผมเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

ไม่ใช่พวกเขาทุกคนจะคุ้นเคยกับเส้นทางพวกนี้!

 

ผมเหนื่อยหอบ

ใจเต้นระรัวหนักเหมือน timpani ที่โหมตีไม่หยุดหย่อน

เสียงของมันดังพอที่จะกลบเสียงอื่น ๆ รอบตัวผมได้ทั้งหมด

ผมอยู่หน้า Kensington Garden 

เสียงเพรียกดังแว่วมาจากข้างในนั้น...

"Kyril..."

 

"Kyril...you shall come to me..."

 

ทุก ๆ อย่างรอบตัวผมมืดสนิท

เหมือนดวงดาวทั้งหมดและพระจันทร์ต่างลาลับ

ผมกลัว...

 

"Do not be scared...I won't harm you."

 

"I must tell you something...Kyril...but not through this approach.."

 

ผมเดินลึกเข้าไป

ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ตามที่เสียงเล็ก ๆ นั้นแว่วมา

ในที่ที่ไม่มีแม้แต้แสงของดาวดวงใด

ในที่ที่เงียบสงัดราวกับทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ดับสูญไปแล้ว

ผมหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของรูปปั้นหนึ่ง

และแปลกใจที่เบื้องหลังของเขายังคงมีแสงสว่างสาดส่อง...

ถ้าผมสติของผมไม่เลอะเลือนไปแล้ว

เขาคือ Peter Pan...

"I am appreciate you are alive." 

คราวนี้เขาพูดกับผมโดยตรง เสียงเล็ก ๆ ของเขาชัดเจน

ไม่ใช่เพียงเสียงแว่วดังมาแต่ไกลอีกแล้ว

ผมเห็นปากของเขาขยับไปด้วยเมื่อเขาพูด

"I bear bad news, Kyril."

 

"What is it?"

 

"You are the last one who live in this world."

 

"That is not true..."

 

"Behold, fated child. You really are the only one left behind."

 

"What did you mean by 'left behind'?"

 

"Everyone deserted his or her confounded-by-sins life

and returned to the mercy of the Lord.

And you shall bear a mission of pilgrimage to the Wells Cathedral."

 

"But I must go to school..."

 

"The Cathedral have been hidden somewhere in your school, Kyril.

And I need you to know, all the souls travelling to the heaven

won't reach their destination without you completing this mission."

 

"Very well. What do you want me to do?"

 

"Fated child, you shall head to the cathedral and pray at the altar.

The prayer book has been waiting for you for a long, long time.."

 

"Understood."

 

"Then may his perpetual light shine upon you, child... Farewell."

 

 ไม่ทันที่ผมจะได้คิดอะไรต่อไปอีก

รูปปั้นนั้นก็หายวับไปกับตา

แสงที่เคยส่องสว่างเบื้อหลังของเขาก็พลันดับวูบไป

ผมจะกลัวไม่ได้อีกแล้ว

ผมต้องไปโรงเรียน หาวิหารนั่นให้พบ แล้วสวดภาวนา

แต่ถ้าผมทำพลาด ทุกคนจะไปไม่ถึงพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า

 

ผมเริ่มวิ่งอีกครั้ง

ด้วยใจแน่วแน่ยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต

ผมจะำพลาดไม่ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม...

 

นาฬิกาข้างทางทั้งหลายยังคงจ้องมองมาที่ผม

พวกมันน่ากลัวยิ่งขึ้น

และเหมือนกำลังแสยะยิ้มเมื่อผมสะดุดก้อนหินล้มลง

ผมปาดน้ำตา และเงยหน้าขึ้นสู้เสียงหัวเราะเยาะของพวกมัน

แล้วก็ได้เห็นแสงแห่งความหวังดวงเล็ก ๆ

ท่ามกลางความมืดมิดเหมือนส่วนลึกที่สุดของใต้พิภพ

โคมไฟดวงน้อยส่องแสงนุ่มนวลอย่างอ่อนหวาน

ผมเดินตรงไปหามัน และเอื้อมสองมือขึ้นรองโอบอุ้ม

สิ่งนี้อาจเป็นแสงแห่งความหวังที่พระเจ้าโปรดประทานให้แก่ผม

 

โคมไฟหลุดลอยละล่องลงมาที่สองอุ้งมือของผม

ไออุ่นของมันทำให้ผมตื้นตัน

หยดน้ำตาอุ่น ๆ โปรยลงที่ท่อนแขนที่ตอนนี้อาบไปด้วยแสงนวล

ผมอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว...

 

ด้วยแสงนวลของโคมไฟ

เหล่านาฬิกาข้างถนนไม่กล้าแม้แต่จะมองผมอีกต่อไป

ผมเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ด้วยใจที่เอ่อล้นด้วยทั้งความหวังและความอาลัย

แม้ทุกคนที่ผมรักจะจากไป

แต่พวกเขายังไม่ถึงที่ที่พวกเขาควรจะไปถึง

และนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมจะทำให้พวกเขาได้ แทนคำบอกลา

และแทนคำแสดงความรักความปรารถนาดีนับหมื่นนับพัน

ที่ผมไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกออกไป

 

ผมมาถึงที่หมายแล้ว ด้วยน้ำตานองหน้า

อาคารเรียนที่คุ้นตา ตอนนี้ปกคลุมด้วยความมืดมิด

ซ้ำยังเหลือเพียงซากปรักหักพัง

ที่ที่ผมได้มีความสุขกัีบเพื่อนหลายคน เหลือเพียงภาพในความทรงจำ

ผมเฝ้าบอกตัวเองว่าวันแห่งความสุขเหล่านั้นไม่อาจย้อนคืนมาได้อีก

แต่ว่ามันยังโลดแล่นอยู่ในใจ เท่าที่ผมยังไม่ลืมเลือนไป

 

ท่ามกลางซากอาคารเรียนทั้งหลายและความดำมืด

มีแสงสาดส่องให้เห็นวิหารตั้งตระหง่าน

ผมมุ่งตรงไปที่นั่น

นี่เป็นสิ่งเดี่ยวที่ผมจะทำให้ทุก ๆ คนที่ผมรักใคร่ได้

เป็นสิ่งเดียวเท่านั้น...

 

ข้างในวิหารสว่างจ้าจนทำให้สายตาที่ชินกับความมืดของผมพร่ามัว

เพดานโค้งสูงสวยงามกับแถวเก้าอี้ยาวเรียงรายทำให้ผมหวนคิดถึงอดีต

ผมเคยร้องเพลงในที่ที่คล้ายกันกับที่นี่

แม้จะเป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายปีแล้ว

แต่เรื่องราวเหล่านั้นยังชัดเจน

กลุ่มเสียง soprano ที่เคยร่วมร้องด้วยกันในโบสถ์

การฝึกซ้อมที่แสนหฤโหดโดยไม่เกี่ยงอายุ

ดูเหมือนความทรงจำต่าง ๆ นานาพรั่งพรูเข้ามาในความคิดไม่หยุดหย่อน

ผมกำลังจะตายหรือเปล่าครับ...

 

ความกลัวคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง

ผมกลัวว่าจะไม่อาจทำภารกิจให้ลุล่วงได้

เมื่อตัวผมเริ่มค่อย ๆ สลายกลายเป็นฝุ่นธุลีทีละน้อย

ผมวิ่งสุดฝีเท้าไปที่แท่นบูชา

ตั้งใจจะสวดภาวนาให้ผู้ที่ล่วงลับไปก่อนแล้วทุกคน

 

ผมมาถึงแท่นบูชา ด้วยร่างกายที่เหลือเพียงครึ่งเดียว..

และบทสวดกางอยู่ตรงหน้า

 

"Exaudi orationem meam,.."

     (Hear my prayer)

 

 ถึงตอนนี้ผมเหลือเพียงแค่ส่วนอกขึ้นไปเท่านั้น

 

"..ad te omnis caro veniet."

    (for unto thee all flesh shall come)

 

ผมสุขใจจนอดยิ้มให้ตัวเองไม่ได้

แสงสว่างสาดส่องไปทั่ว

และก่อนจะเหลือเพียงกองฝุ่นธุลีอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชา

 

"Requiem aeternam dona eis, Domine..."

    (Grant  them eternal rest, Lord)

 

"..et lux perpetua luceat eis."

    (and let perpetual light shine upon them)

 

หวังว่าผมคงจะได้ไปในที่เดียวกันกับทุกคนนะครับ...

 
 
"Kyril..."
 
"Huh?"
 
"Kyril!"
 
"Who's that?"
 
"Kyril!!"
 
แสงแดดสาดเข้าตาผมจนแสบพร่าไปหมด
 
ผมงัวเงียเงยหน้าขึ้นมองที่มาของเสียง
 
ถ้าจำไม่ผิด...
 
 
"นี่หมดคาบพักแล้วครับ ไม่ไปเข้าเรียนหรือไงครับ"
 
"ครูมิวยังไม่ไปพบพระเจ้าอีกเหรอครับ"
 
ผมเห็นครูมิวยิ้ม
 
แถมได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบา ๆ ด้วย...
 
"ผมจะไปพบพระเจ้าได้ยังไงกันครับ นี่ยังไม่หมดเวลาราชการเลยนะ"
 
"ก็...."
 
ผมหันรีหันขวางมองดูรอบ ๆ ตัวให้ชัดเจนขึ้น
 
เบื้องหน้ามีโน้ต Requiem ตั้งแผ่หราอยู่
 
และบนหน้าผมมีรอยแดงเป็น key เปียโนชัดเจน
 
 
"ดีที่คุณไม่หลับน้ำลายยืดด้วย"
 
ผมเห็นครูมิวทำท่ากลั้นหัวเราะจนน้ำตาเล็ดด้วยละครับ...
 
"ผมเพิ่งตื่นเหรอครับ"
 
"อา ก็ท่าทางคุณมันบอกอย่างนั้นล่ะนะ"
 
 
ผมสะบัดหัวแรง ๆ สองสามที
 
ตายังคงปรือ และทิ้งคางลงจนปากอ้าค้างอยู่อย่างนั้น
 
"บ่ายโมงสิบห้าแล้วครับ ไปเรียนเร็ว"
 
เรียน...
...
 
....
 
 
 
..............
 
เรียน!!!!!!!!!!!!!!!!
 
ผมรีบหยิบโน้ตแล้วลุกขึ้นจากเปียโน
 
ตั้งท่าเตรียมตัวแข่ง 400 เมตรชายมุ่งสู่ปักกิ่ง
 
"ขอบคุณที่ปลุกนะฮะ!! ไว้วันหลังผมจะเลี้ยงครูแล้วกันครับ!!!!"
 
 ผมโบกมือก่อนวิ่งผ่านเขาออกไปนอกห้อง
 
ที่นอกห้องยังมีป้าย "ห้องดนตรี" แขวนอยู่
 
โรงเรียนยังสวยเหมือนเดิม
 
และข้างในห้องซ้อมก็มีคุณครูโบกมือน้อย ๆ ลาผมอยู่
 
 
โชคดีที่เป็นแค่ความฝันนะครับ...ว่าไหม...